"เตือน" เฟรนช์ฟราย อันตรายในความอร่อย
Posted by News สุขภาพและความงาม 15:58
มาถึงยุคนี้ ใครๆก็คุ้นเคยกับคำว่า "เฟรนช์ฟราย" หรือมันฝรั่งทอดชนิดแท่ง ที่ขายกันเกร่อตามร้านอาหารจานด่วนติดยี่ห้อฝรั่ง คงทราบกันแล้วว่ารสชาติของมันไม่มีอะไรมากไปกว่า "มัน" และ "เค็ม" ออกจะไม่ค่อยดีต่อสุขภาพเท่าไร แต่ก็ดูจะเป็นอาหารที่ถูกใจวัยรุ่นอยู่ไม่น้อย
ไม่ใช่กล่าวหากัน อย่างเลื่อนลอย แต่มีข้อมูลจากการเก็บตัวอย่างทดสอบของ โครงการพัฒนากลไกการเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านอาหารของผู้บริโภค เก็บตัวอย่างเฟรนช์ฟราย 3 ครั้ง จำนวน 30 ตัวอย่าง ในเดือนพฤศจิกายน 2552-เมษายน 2553 ผลทดสอบรายงานใน วารสารฉลาดซื้อ เดือนสิงหาคม 2553 พบว่าในการทดสอบปริมาณเกลือหรือโซเดียมในเฟรนช์ฟรายขนาดใหญ่ ที่เก็บเมื่อเดือนมีนาคม พบว่ามีปริมาณเกลือในระดับสูงและจัดว่ามีความเสี่ยงที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้ หากบริโภคติดต่อกันในระยะยาว
การทดสอบ ไขมันทรานส์ ที่เป็นตัวเพิ่มระดับคอเลสเทอรอลชนิดไม่ดี (LDL : low-density lipoprotein) ในเลือด และลดระดับคอเลสเทอรอลชนิดดี (HDL : high-density lipoprotein)ในเลือดทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้น พบว่าอยู่ในระดับที่ปลอดภัยในการบริโภค
ส่วนการทดสอบค่าของกรด (Acid Value)ซึ่งจะเป็นเครื่องชี้วัดคุณภาพของน้ำมันที่ใช้ในการทอดอาหารนั้น โดยหากค่าของกรดต่ำหมายความว่าน้ำมันที่ใช้มีคุณภาพดี และหากค่าของกรดสูงหมายความว่าน้ำมันผ่านการใช้ซ้ำมาหลายครั้ง ผลออกมาว่ายังอยู่ในข่ายต้องเฝ้าระวัง ส่วนใหญ่อยู่ในระดับรับได้ แต่บางร้านต้องระวัง
งานทดสอบครั้งนี้ไม่ได้บอกว่าห้ามกินเฟรนช์ฟราย แต่ถ้าดูภาพรวมกล่าวได้ว่าหากมีการ กินเฟรนช์ฟรายขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่องจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคไต เนื่องจากได้รับโซเดียมเกินความ ต้องการของร่างกาย ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงจากการเป็นโรคมะเร็ง ความดันโลหิต และหลอดเลือดหัวใจอันเนื่องมาจากการบริโภคน้ำมันทอดซ้ำ
ข้อแนะนำ ควรหลีกเลี่ยงการกินเฟรนช์ฟรายขนาดใหญ่เพราะยากที่จะกินให้หมด และเมื่อเสียดายก็จะกินมากเกิน ควรเลือกกินขนาดเล็ก และไม่ควรกินติดต่อกันเป็นประจำ ถ้าเป็นไปได้ควรบอกให้ เจ้าของร้านเปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ทอดอาหารบ่อยๆ และใส่เกลือลงในเฟรนช์ฟรายให้น้อยลง ที่สำคัญอันสุดท้ายคือทำกินเองที่บ้านก็ได้ เพราะเราควบคุมทุกอย่างได้ทั้งปริมาณเกลือ คุณภาพน้ำมัน และอุณหภูมิในการทอด


ทุกวันนี้ยังต้องบอกว่ายุงก็ยังร้ายกว่าเสือก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะกระทรวงสาธารณสุขรายงานว่า ปริมาณยุงลายในปีนี้มีมาก ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 11 สิงหาคม มีคนถูกยุงกัดจนป่วยเป็นไข้เลือดออกแล้วถึง 54,592 ราย โดยป่วยเพิ่มเฉลี่ยวันละ 230 ราย และที่น่ากลัวคือมีผู้เสียชีวิตแล้วถึง 63 ราย 
ทราบหรือไม่ว่า การเก็บรักษาอาหารไม่ถูกวิธีจะทำให้แบคทีเรียเพียงตัวเดียวขยายจำนวนได้ถึง 2,097,152 ตัวภายใน 7 ชั่วโมง เป็น สาเหตุของโรคภัยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว นอกจากการเลือกซื้อและกินอาหารให้ได้ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของ ร่างกายแล้ว การเก็บรักษาคุณภาพของอาหารก็เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะจะช่วยลดการเจ็บป่วย เช่น ท้องเสีย ไวรัสลงกระเพาะ อาหารเป็นพิษ
"หน้าฝน" ทีไร สาธารณสุขจังหวัดต่างๆ ก็เร่งออกเตือนเกษตรกรในพื้นที่ให้ ระวัง "โรคฉี่หนู" เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ มักจะเป็นกลุ่มเสี่ยง ที่ต้องลุยน้ำ หรือโคลน เพื่อทำการเพาะปลูก ทำให้คนเมืองอย่างเราประมาทกับโรคชนิดนี้...
ผู้ที่มีรอยสักบนร่างกายแห่งเดียวหรือเป็นแผ่นใหญ่ เสี่ยงกับที่จะติดเชื้อไวรัสตับอักเสบแบบซีและโรคที่มากับเลือดอื่นๆ คณะ นักวิจัย มหาวิทยาลัยบริติช โคลัมเบีย ได้วิเคราะห์รายงานการศึกษาของชาติต่างๆ 30 ชาติ พบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบที่เกี่ยวเนื่องกับการสักโดยตรง ในการสักนั้นผิวหนังจะถูกเจาะในอัตราวินาทีระหว่าง 80-150 ครั้ง เพื่อที่จะฉีดสีลงไปในผิวหนัง